เศรษฐศาสตร์ความจน (หนังสือ) กับระบบการศึกษาไทย

poor economics
poor economics

ปฎิเสธไม่ได้ว่าหากนักเศษฐศาสตร์คนหนึ่งจะอธิบายถึงความร่ำรวยหรือความยากจนมักจะต้องกล่าวถึงเรื่องของการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานของตลาดแรงงาน

หนังสือ “เศรษฐศาสตร์ความจน” ที่เขียนโดยนักเศษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโบเบล ปี 2019 ก็เช่นกัน

บทหนึ่งของหนังสือได้นำเสนอข้อมูลการศึกษาที่น่าสนใจ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่ซับซ้อนกว่าการเข้าไม่ถึงการศึกษาซึ่งดูจะเป็นปัญหาที่ถูกพิชิตด้วยนโบยาบเรียนฟรีไปนานแล้ว

รวมทั้งหนังสือยังชี้ให้เห็นว่ารัฐควรที่จะแทรงแซงเรื่องการศึกษาหรือไม่ และการแทรกแซงรูปแบบใดคุ้มค่าที่สุด

จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่เราจะได้เห็นภาพของระบบการศึกษาผ่านมุมมองการคิดเชิงระบบของนักเศษฐศาสตร์ ซึ่งมีข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาระบบการศึกษา 3 ข้อ ดังนี้

1.ปรับหลักสูตรให้ง่าย

สำหรับคนที่อยู่ในวงการการศึกษามักจะได้ยินเสียงสะท้อนจากครูว่า “สอนไม่ทัน” ซึ่งพอได้ยินบ่อยเข้าก็นึกสงสัยว่า “ไม่ทันอะไร”

คำตอบคือครูจะสอนทันหรือไม่นั้นถูกกำหนดเอาไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

คำว่าสอนไม่ทันจึงหมายถึงสอนไม่ครบตามตัวชี้วัดที่ระบุไว้ว่าสิ่งใดนักเรียนควรรู้และควรปฏิบัติได้

ประกอบกับข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ไม่สอดคล้องกับจำนวนตัวชี้วัด จึงกดดันให้ครูต้องสอนให้ทัน โดยเหมารวมเอาว่าการสอนของครูนั้นเท่ากับการเรียนรู้ของเด็ก

เบื้องหลังของคำพูดดังกล่าวกับเกี่ยวข้องกับการสอนของครูทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเรียนของเด็กดังที่ระบุไว้ในตัวชี้วัดเลย

ซึ่งการสอนทันไม่ผิดอะไรสำหรับเด็กกลุ่มหนึ่งที่เรียนรู้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด แต่สำหรับเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียนรู้ได้ช้ากว่านั้นทำให้พวกเขาไม่มีเวลาพอที่จะได้เรียนรู้จนกว่าจะเข้าใจ

ครูเองก็ไม่มีเวลาทบทวนและตรวจสอบว่าเด็กรู้หรือปฏิบัติได้หรือยัง เพราะการสอนให้ครบนั้นสำคัญกว่าสอนในรู้

การเรียนรู้จึงไม่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน

ปัญหาดังกล่าวขยายวงกว้างจากการไม่เข้าใจบทเรียนเป็นการไม่เข้าใจทั้งวิชา และพาลให้เด็กไม่อยากเรียนวิชานั้นหรือไม่อยากเรียนวิชาใดเลยในที่สุด

เศรษฐศาสตร์ความจนจึงเสนอวิธีการแทรกแซงที่คุ้มค่าที่สุด คือการลดความคาดหวังลง ปรับหลักสูตรให้ง่าย และลดจำนวนตัวชี้วัดให้เหลือเฉพาะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเด็กเท่านั้น

เพื่อให้ครูสอนทันและสอนได้อย่างลึกซึ้งในแต่ละสาระวิชา

2.มุ่งเน้นให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้

หากย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของการศึกษา โรงเรียนถือกำเนิดขึ้นเพื่อความไม่เท่าเทียมที่ชนชั้นปกครอบพยายามจะรักษาอำนาจของตนด้วยการส่งต่อความรู้ให้ลูกหลานของตน

จึงไม่น่าแปลกใจที่การเรียนการสอนจะให้ความสำคัญกับเด็กบางคนที่เรียนเก่งและหัวไว

เพราะเด็กกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะสร้างชื่อเสียงและสร้างผลงานให้แก่ครูและโรงเรียนมากกว่า โดยทิ้งเด็กคนอื่นให้เติบโตไปตามยถากรรม

เห็นได้จากป้ายไวนิลหน้าโรงเรียนที่มีแต่ภาพของนักเรียนที่สอบติดมหาวิทยาลัยดี ๆ โดยเก็บเด็กอีกกลุ่มไม่มีสามารถเรียนต่อได้เอาไว้ในทะเบียนรายชื่ออย่างเงียบ ๆ

สำหรับเด็กอีกกลุ่มที่เรียนรู้ช้าแต่มาจากครอบครัวที่พอมีฐานะ สุดท้ายแล้วเด็กกลุ่มนี้จะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวจนมีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นสูงไม่ต่างจากเด็กกลุ่มแรกมากนัก

ปัญหาจึงไปตกอยู่กับเด็กกลุ่มที่เหลือที่เรียนไม่เก่งและฐานะยากจน

เด็กกลุ่มนี้นอกจากจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากครูที่ให้ความสำคัญกับเด็กเก่งมากกว่าแล้ว พวกเขายังได้รับการสนันสนุบจากครอบครัวน้อยกว่าเนื่องจากมีทรัพยากรเหลือไม่มากพอ

ขอเสนอแนะของเศรษฐศาสตร์ความจนคือ การเปลี่ยนทัศนคติของครูใหม่ มุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้กับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

เพื่อขจัดความไม่เท่าเทียมกันในห้องเรียนทิ้งไป และเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้

3.เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ตามจังหวะของตนเอง

เนื่องจากพัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน บริบทแวดล้อมไม่เหมือนกัน พื้นฐานครอบครัวและทรัพยากรที่มีก็แตกต่างกัน ทั้งหมดคือปัจจัยส่วนตัวที่ส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้

การตีกรอบให้เด็กเรียนรู้ในระยะเวลาที่จำกัดจึงเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ระบบการศึกษามอบให้แก่นักเรียนที่เรียนรู้ได้ช้ากว่าเกณฑ์ที่กำหนด

อัตราการเรียนรู้ที่แตกต่างซึ่งควรจะเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน กลับเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์สำหรับเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาแบบเดียว (One Size Fits All)

วิธีแทรกแซงที่เศรษฐศาสตร์ความจนเสนอคือ การเรียนการสอนควรจะปรับให้เป็นการเรียนรู้ส่วนบุคคล (personalized learning)

เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ตามจังหวะของตนเอง เลือกเรียนตามความถนัดของตน ได้ค้นพบตัวตนและศักยภาพสูงสุดของตนเอง

หลักสูตรฐานสมรรถนะ

หากพิจารณาข้อเสนอแนะทั้งสามของหนังสือเศรษฐศาสตร์ความจนจะพบว่า ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกขับเคลื่อนได้ก็ต่อเมื่อมีการปลดล็อคเรื่องหลักสูตร

การมีโรงเรียนเอกชนเป็นทางเลือก การจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และความพยายามในเปลี่ยนหลักสูตรแกนกลางเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะของกระทรวงศึกษาธิการ

จึงนับเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่ทำให้เด็กในระบบการศึกษาหลักของประเทศดูมีความหวังขึ้นมา

Source

Book: เศรษฐศาสตร์ความจน (Poor Economics)
Authors: Abhijit V. Banerjee, ‎Esther Duflo

Leave a Reply

Your email address will not be published.