มองแต่ไม่เห็น

ก่อนที่จะเข้าสู่บทความ เรามาทดสอบกันหน่อยดีกว่าครับว่า เรามีความสามารถในการมองเห็นมากน้อยแค่ไหน โจทย์ก็คือจงนับว่าคนที่ใส่เสื้อสีขาวในคลิป ส่งลูกบอลรวมกันทั้งหมดกี่ครั้ง? ใช้เวลาดูประมาณ 30 วินาที ถ้าคุณพร้อมแล้ว เชิญครับ

(เลื่อนลง)

v

v

v

v

v

v

v

v

v

มีใครเห็นกอลิล่าบ้างไหมครับ?

เชื่อมั้ยครับว่าคน 54% มองไม่เห็นกอลิล่า

สำหรับคนที่มองเห็นกอลิล่าคงแปลกใจว่า มีคนที่มองไม่เห็นจริง ๆ เหรอ

ส่วนคนที่มองไม่เห็นกอลิล่าก็คงแปลกใจว่า มีกอลิล่าในคลิปจริง ๆ เหรอ (และส่วนใหญ่มักจะดูคลิปซ้ำเป็นครั้งที่สองเพื่อพิสูจน์ว่ามีกอลิล่าเดินผ่านกล้องจริง ๆ)

การทดลองนี้เป็นหนึ่งในการทดลองที่มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องการรับรู้ (Perception) และการบิดเบือน (Illusion) ของ Daniel J Simons และ Christopher F Chabris

ในปี 2004 การทดลองนี้สามารถคว้ารางวัลอิกโนเบล (Ig Nobel) ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผลงานทางวิทยาศาสตร์หรืองานวิจัยที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ในสาขาจิตวิทยามาเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ

(ได้รางวัลปีเดียวกันการทดลองที่มีชื่อเสียงอีกการทดลองหนึ่งของ Jillian Clarke ที่พยายามพิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถกินของที่ตกพื้นไม่เกิน 5 วินาทีได้อย่างปลอดภัย)

อีกเครื่องการันตีความสำเร็จของการทดลองนี้คือการที่การทดลองถูกอ้างอิง ทำซ้ำ ดัดแปลกและต่อยอดเป็นจำนวนมากจากนักวิจัยหลากหลายสาขาทั่วทุกมุมโลก แม้กระทั้งพวกเขาทั้งสองเองก็ทำการทดลองนี้ซ้ำ ๆ ในสมมติฐานที่แตกต่างกันออกไป

คลิปด้านล่างนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างการทดลองซ้ำของพวกเขา เรามาลองดูกันอีกครั้งหนึ่งว่าคนที่ใส่เสื้อสีขาวในคลิปส่งลูกบอลรวมกันทั้งหมดกี่ครั้ง? ใช้เวลาดูประมาณ 30 วินาทีเช่นเดิม ถ้าคุณพร้อมแล้ว เชิญครับ

(เลื่อนลง)

v

v

v

v

v

v

v

v

v

มีใครมองเห็นผ้าม่านเปลี่ยนสีบ้างไหมครับ?

เรามองเห็นแต่สิ่งที่มองหา

โดยสรุปของการทดลองก็คือ เมื่อเราคาดหวังว่าจะรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราจะ “มองเห็น” หรือรับรู้สิ่งนั้นได้ดีขึ้น

เนื่องจากในคลิปแรกมีกอลิล่าเราจึงมีคาดหวังว่าจะเห็นกอลิล่าในคลิปที่สอง จึงความน่าจะเป็นที่เราจะมองเห็นกอลิล่าในคลิปที่สองมากกว่าคลิปแรก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในชีวิตประจำวันก็คือ เวลาเราอยากได้อะไรบางอย่าง เราจะเห็นสื่งนั้นปรากฎขึ้นตรงหน้าเราบ่อยกว่าปกติเสมอ

แม้ว่าปกติแล้วเราจะไม่เคยเห็นคนใช้ Macbook เลย แต่ ณ วันที่เราอยากได้มันขึ้นมา อยู่ ๆ เพื่อนเรา เพื่อนของเพื่อนเรา ญาติสนิทของเรา คนรอบ ๆ ตัวของเราก็จะมี Macbook ใช้กับเต็มไปหมด

แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ได้บังเอิญพึ่งซื้อ Macbook มาใช้ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เรากำลังอยากได้อยู่พอดีหรอก แต่เป็นเพราะเรากำลังมองหามันอยู่ต่างหาก เราจึงรับรู้การมีอยู่ของมันได้ดีขึ้น และ “มองเห็น” มันบ่อยขึ้น

เชื่อว่าทุกคนคงเคยมีประสบการณ์คล้าย ๆ ที่ว่านี้กับรถยนต์สีขาวมุขที่มักจะจอดข้าง ๆ รถเรา โทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพื่อนแผนกข้าง ๆ ใช้ หรือรองเท้าวิ่งที่มีปุ่มเม็ดโฟมที่เทรนเนอร์ของเราพึ่งถอดมาใหม่

ประสบการณ์เหล่านี้คือปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เกิดขึ้นในการทดลองของ Daniel และ Christopher และมักจะทำให้เราหลงกลซื้อมันมาครอบครองในที่สุด

เทคนิคเดียวกันนี้คือเทคนิคที่เหล่า Digital Marketing ใช้ในการยิงโฆษณาใส่เราซ้ำ ๆ เพื่อเปลี่ยนการรับรู้ (Awareness) ของเราเป็นความสนใจ (Interesting) และนำไปสู่การซื้อ (Purchase) สินค้าหรือบริการของพวกเขาในที่สุด ไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญหรือธรรมชาติของการรับรู้แต่อย่างใด

เพราะมีสิ่งที่มองหา เราจึงมองแต่ไม่เห็น

ในทางกลับกัน ความคาดหวังว่าจะรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้เรา “มองไม่เห็น” หรือรับรู้สิ่งอื่นได้แย่ลง

เหมือนกันที่บางคนมองไม่เห็นกอลิล่าในคลิปแรกเพราะคาดหวัดว่าจะเห็นการส่งลูกบอลของคนเสื้อขาว และมองไม่เห็นผ้าม่านเปลี่ยนสีในคลิปที่สองเพราะคาดหวัดว่าจะเห็นกอลิล่าเดินผ่านกล้อง

เนื่องจากความสามารถในการรับรู้ของคนเรามีจำกัด เมื่อเราเพ่งการรับรู้ไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะทำให้การรับรู้สิ่งอื่นของเราด้อยลง

ยิ่งเราต้องใช้สมาธิในการมองสิ่งหนึ่งมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เรามองไม่เห็นอีกสิ่งหนึ่งมากขึ้นเท่านั้น (ผู้เข้าร่วมทดลองที่ต้องนับเฉพาะการส่งบอลแบบกระเด้งพื้นของคนเสื้อขาว มองเห็นกอลิล่าในคลิปแรกน้อยกว่าผู้เข้าร่วมทดลองที่นับการส่งบอลของคนเสื้อขาวโดยไม่ต้องสนใจวิธีส่งบอล)

และยิ่งสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่ไม่คาดหวังแตกต่างกันมากเท่าไหร่ ปรากฏการณ์มองไม่เห็นก็จะเกิดขึ้นง่ายกว่าเท่านั้น (ผู้เข้าร่วมทดลองสังเกตเห็นผู้หญิงกางร่มเดินผ่าน มากกว่าเห็นกอลิล่าเดินผ่าน)

ธรรมชาติการรับรู้ของมนุษย์เรามีพื้นฐานมาจากกระบวนการทำงานของสมอง สมองเรามีพลังงานจำกัด หากสมองต้องรับรู้ทุกสิ่งและปล่อยให้ทุกสิ่งผ่านเข้ามา นั้นเท่ากับว่าสมองต้องใช้พลังงานอันมหาศาลเพื่อที่จะรับและจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดรอบตัว

การมองไม่เห็นจึงเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์รวมทั้งสัตว์อื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่ต้องกังวลแต่อย่างใด

และที่กล่าวว่า “มอง” แต่ไม่ “เห็น” ก็ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง อ้างอิงจากการทดลองของ Daniel Memmert ในภายหลังที่เขาใช้เทคโนโลยีตรวจจับความเคลื่อนไหวของลูกตา เขาพบว่า กลุ่มคนที่มอง “ไม่เห็น” กอลิล่า นั้นมองไปยังจุดที่กอลิล่าเดินผ่านเฉลี่ยนานถึง 1 วินาที (กอลิล่าปรากฏตัวในคลิปรวม 12 วินาที)

ความเชื่อต่างหากคือปัญหาที่แท้จริง

ปัจจุบัน (2021) ความรู้ที่เราได้จากการทดลองนี้นั้นถึงว่าเก่าไปมากแล้ว แต่ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการมองเห็นนั้นกลับยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

Daniel และ Christopher กล่าวเอาไว้ว่าผลของการทดลองนั้นทำให้พวกเขาประหลาดใจก็จริง แต่ปฎิกิริยาของคนที่มองไม่เห็นกอลิล่านั้นทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่า พวกเขาตกใจมากที่ตนเองมองไม่เห็นกอลิล่า บางคนไม่เชื่อด้วยซ้ำว่ามีกอลิล่าอยู่จริงในคลิป

ความเชื่อเหล่านี้เป็นที่มาของหนังสือเล่มหนาชื่อ Gorillas in our midst ที่พวกเขาเน้นย้ำถึงความเชื่อผิด ๆ อีกหลายประการของพวกเรา เช่น

การชนกันของเรือดำน้ำที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกับเรือประมง การลืมบางอย่างเอาไว้ในตัวคนไข้ของหมอที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือการพุ่งชนเครื่องบินตรงหน้าของนักบินที่มากประสบการณ์ในเครื่องจำลองการบิน

บ่อยครั้งที่ความเชื่อผิด ๆ เหล่านี้นำเราไปสู่โศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าที่ไม่ควรจะเกิด หากเพียงเราเข้าใจธรรมชาติของการรับรู้เสียใหม่ เป็นไปได้ว่าความผิดพลาดเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นกับเราในอนาคตเป็นอย่างน้อย

หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้ เราหวังว่าคุณจะมองเห็นกอลิล่าของตัวเองชัดขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยครับ

Full Research & References:

Simons, D. J., & Chabris, C. F. (1999). Gorillas in our midst: Sustained inattentional blindness for dynamic events. Perception, 28, 1059–1074.

Memmert, D. (2006). The effects of eye movements, age, and expertise on inattentional blindness. Consciousness and Cognition, 15, 620–627.

Leave a Reply

Your email address will not be published.