มนุษย์ไม่ได้มีอิสระอย่างแท้จริงในการตัดสินใจ (Conformity)

ภาพด้านล่างประกอบด้วยเส้นตรงสีเขียว 4 เส้น คุณคิดว่าเส้นตรงสีเขียว A B หรือ C ทางขวาเส้นใด ยาวเท่ากับเส้นตรงสีเขียวทางซ้าย

เห็นได้ชัดว่า คำตอบที่ถูกต้องมีเพียงคำตอบเดียวคือ เส้นตรง A ส่วนอีก 2 เส้นทางขวาที่เหลือนั้นมีความยาวไม่ได้ใกล้เคียงกับเส้นตรงทางซ้ายเลยแม้แต่น้อย

แต่คุณเชื่อหรือไม่ครับว่าคน 75% นั้นตอบคำถามนี้ผิด หรือถ้ากล่าวให้ถูกต้องก็คือ พวกเขาตั้งใจที่จะตอบผิดอย่างน้อยคนละ 1 ครั้ง

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาตั้งใจที่จะตอบผิด เราจะมาหาคำตอบกันดีกว่าครับ

เมื่อเราอยู่อย่างเดียวดาย

การทดลองที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ เป็นการทดลองของ Solomon Asch ในปี 1951 นักจิตวิทยาชาวโปแลนด์คนนี้พยายามจะพิสูจน์ว่า อิทธิพลของกลุ่มนั้นสามารถเปลี่ยนการตัดสินใจ และสามารถทำให้การตัดสินใจของมนุษย์ผิดพลาดได้จริงหรือไม่

Asch ได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครจำนวน 87 คน เครื่องมือที่เขาใช้นั้นมีเพียงภาพเส้นตรง 4 เส้น จำนวน 18 ภาพ และใช้คำถามเหมือนที่เราถามด้านบนซ้ำ ๆ หลังจากให้ผู้เข้าร่วมดูภาพแต่ละภาพ

ความยาวของเส้นตรงในแต่ละภาพนั้นจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยจะมีเส้นตรงทางขวาเพียง 1 เส้นเท่านั้นที่ยาวเท่ากับเส้นตรงทางซ้ายเสมอในแต่ละภาพ

สำหรับผู้เข้าร่วมที่ทำการทดลองนี้เพียงลำพัง พวกเขาสามารถจัดคู่เส้นตรงได้ถูกต้องสูงถึง 99% เลยทีเดียว เพราะความยาวของเส้นตรงทางขวาทั้ง 3 เส้นนั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และผู้เข้าร่วมสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเส้นตรงเส้นใดยาวเท่ากัน

ความน่าสนใจของการทดลองนี้อยู่ตรงที่ว่า หากผู้เข้าร่วมไม่ได้ทำการทดลองเพียงลำพัง ผู้เข้าร่วมจะยังคงตอบคำถามได้ถูกต้องเหมือนเดิมหรือไม่

เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ในแต่ละรอบของการทดลองจะมีผู้เข้าร่วมทดลองตัวจริงเพียงคนเดียวเท่านั้น ผู้เข้าร่วมทดลองที่เหลือเราขอเรียกพวกเขาว่า “หน้าม้า”

หน้าที่ของหน้าม้ามีเพียงอย่างเดียวคือการตอบคำถามเหมือนกันทั้งหมดทุกข้อ โดยลำดับการตอบถูกและตอบผิดของหน้าม้านั้นถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าให้เหมือนกันทุกรอบทดลอง

หากอิทธิพลกลุ่มไม่มีจริง อัตราการตอบถูกของผู้เข้าร่วมทดลองตัวจริงคงจะไม่ต่างจากเดิมที่ 99% มากนัก แต่หากอิทธิพลกลุ่มมีจริง อัตราการตอบถูกดังกล่าวจะเปลี่ยนไป และสามารถสรุปได้ว่าอิทธิพลกลุ่มนั้นมีจริง ผลปรากฎว่า

มีผู้เข้าร่วมทดลองตอบถูกเฉลี่ยเพียง 68% สำหรับภาพที่หน้าม้าตั้งใจตอบผิดพร้อมกัน และมีผู้เข้าร่วมเพียง 25% เท่านั้นที่ตอบถูกทั้งหมด ส่วนผู้เข้าร่วมอีก 75% ที่เหลือนั้น ตอบผิดคนละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย

หลังจากการทดลอง ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขาไม่ได้เห็นด้วยกับคำตอบของกลุ่ม พวกเขาเพียงแต่ไม่อยากที่จะตอบคำตอบที่แปลกแยกจากคนอื่น ๆ ในกลุ่มเท่านั้น

จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า อิทธิพลกลุ่มนั้นมีอยู่จริง และมีผลต่อมนุษย์ในระดับที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมและการตัดสินใจของเราได้เลยทีเดียว

การคล้อยตามกลุ่ม

ผลจากการทดลองของ Asch แสดงให้เราเห็นว่า พวกเขาเหล่านั้นกำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่ม และยอมที่จะทำตามกลุ่มแม้ว่าตนเองจะไม่เห็นด้วยอย่างสุดขั้วก็ตาม นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า “การคล้อยตามกลุ่ม”

การคล้อมตามกลุ่ม คืออิทธิพลของกลุ่มที่ทำให้บุคคลเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเปลี่ยนการตัดสินใจ การคล้อมตามกลุ่มเป็นหนึ่งในปรากฎการณ์ทางสังคม ที่เแสดงในเราเห็นว่า มนุษย์ไม่ได้มีอิสระในการแสดงออกอย่างแท้จริง เมื่อเราอยู่ภายใต้อิทธิพลกลุ่มหรือสังคม

โดยมนุษย์มีเหตุผลหลักเพียง 2 ประการในการคล้อยตามกลุ่ม เหตุผลแรกคือ ความเชื่อที่ว่ากลุ่มน่าจะมีข้อมูลที่ดีกว่าตนเอง ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่เห็นได้จากการทดลองของ Asch คือ ความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือสังคม เหตุผลใดเหตุผลหนึ่งจากเหตุผลทั้งสองก็เพียงพอที่จะทำการตัดสินใจของเรานั้นไม่ได้เป็นไปอย่างอิสระ และบ่อยครั้งก็นำไปสู่ความผิดพลาดได้ในที่สุด

เมื่อการคล้อยกลุ่มถูกกำหนด

จริง ๆ แล้ว การทดลองเรื่องการคล้อยกลุ่มนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากการทดลองของ Sherif เพียงแต่การทดลองของเขาในปี 1935 นั้น สามารถสรุปได้เพียงแค่ว่า คนเราจะคล้อมตามกลุ่มเมื่อพวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่คลุมเครือหรือไม่แน่ใจในคำตอบ พวกเขาจึงต้องพึ่งพาข้อมูลที่ได้จากกลุ่มและคล้อยตามเสียงส่วนใหญ่

แต่สำหรับการทดลองของ Asch ที่นอกจากเขาจะพิสูจน์ในเราเห็นว่า การคล้อยตามกลุ่มนั้นมีอิทธิพลต่อเรามากขนาดที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการตัดสินใจของเราได้ การทดลองของเขายังทำให้เราเห็นว่า มีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้อัตราการคล้อยตามกลุ่มเพิ่มขึ้นหรือลดลง ดังนี้

อัตราการคล้อยตามจะเพิ่มขึ้นเมื่อ

  • จำนวนสมาชิกกลุ่มเพิ่มขึ้น (สมาชิกกลุ่มจำนวน 4 คน ทำให้อัตราการคล้อยตามสูงที่สุด)
  • ผู้เข้าร่วมมีความมั่นใจในตนเองต่ำ
  • ลักษณะงานของกลุ่มยากหรืองกำกวม
  • มีผู้ที่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในกลุ่ม เช่น ครู หมอ นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

อัตราการคล้อยจะลดลงเมื่อ

  • สมาชิกกลุ่มมีจำนวนเท่ากับหรือมากกว่า 4 คนขึ้นไป (อัตราการคล้องตามต่ำลงแต่ยังคงเป็นอัตราที่อยู่ในระดับสูงอยู่)
  • ผู้เข้าร่วมมีความมั่นใจในตนเองสูง
  • กลุ่มมีความเห็นไม่สอดคล้องกัน (แม้เพียงคนเดียวในกลุ่มก็ตาม)
  • ให้สมาชิกในกลุ่มแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัว เช่น การเขียน

เรียนรู้

  • หากเราเทียบเคียงปรากฎการณ์การคล้อยตามกลุ่มในห้องทดลองของ Asch กับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เราจะไม่แปลกใจเลยที่ข้อสรุปของการประชุมมักจะเป็นเอกฉันท์เมื่อมีการเผชิญหน้า หรือความคิดเห็นของหัวหน้ามักจะกลายเป็นข้อสรุปของการประชุมเสมอ สำหรับเยาวชนที่เกิดและเติบโตท่ามกลางสังคมที่ไม่เหมาะสมนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขามักจะถูกชักจูงให้ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมได้ง่าย และกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมในที่สุด
  • ในทางกลับกัน หากสังคมนั้นเอื้อต่อการเติบโตของเยาวชน พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะคล้อยตามเหมือนกัน แต่เป็นการคล้อยตามไปในทางที่เหมาะที่ควรกว่า หรือหากกลับมาที่วัยทำงาน วัฒนธรรมองค์กรคือเรื่องสำคัญที่หลายคนมองข้ามไป เพราะไม่ตระหนักว่ามันมีอิทธิพลต่อการทำงานของคนทั้งองค์กรมากแต่ไหน
  • สิ่งเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในการทดลองนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย ถ้าเทียบเคียงกับการทำงานเป็นทีมหรือการทำโปรเจคร่วมกัน การที่เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยนั้น ไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป และมีแนวโน้มที่เสียงส่วนน้อยนั้นจะไม่ถูกนำเสนอในวงประชุม ทั้งนี้ เสียงส่วนน้อยก็ไม่ได้แปลว่าจะถูกเสมอไป เพียงแต่หากเขาเข้าใจปรากฎการณ์การคล้อยตามกลุ่ม เราก็จะได้มุมมองที่หลากหลายขึ้นในทีม

เพราะเรามิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เราจึงคล้อยตาม

Full Paper

Leave a Reply

Your email address will not be published.